posted on 20 Jun 2009 15:23 by sofitticraze in Food
วันนี้ขี้เกียจๆ ขอเอารูปที่ถ่ายนานแล้วมาลงสักหน่อย ยังไม่อยากอัพเรื่องใหม่หนักสมอง อิอิ
แต่อาจจะหนักใจท่านผู้อ่าน ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ขอเตือนว่า
ใครที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ อย่าเพิ่งอ่านเอนทรี่นี้นะจ๊ะ
เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมีนา เราได้ซื้อนัตโตะแบบแพ็คสามอัน มาจากซุปเปอร์ที่พารากร ยี่ห้อยามาดะ ซึ่งไม่เึคยกินมาก่อน แต่เท่าที่เคยซื้อมา ยี่ห้อไหนๆ ก็กินได้เหมือนกันไม่เคยมีอะไรพิลึกพิลั่น
นี่คือหน้าตาของฉลากด้านหน้า

ฉลากด้านหลัง
จะเห็นได้ว่า วันหมดอายุคือ 31/08/09 ช่วงเวลาที่ซื้อคือเดือนมีนาคม หากเรายังไม่กินนัตโตะแพ็คนี้ ปัจจุบันมันก็จะยังคงไม่หมดอายุ
แกะออกมาหนึ่งกล่องจากแพ็ค
เปิดกล่องออกมา เอาซองซอสและมัสตาร์ดออก และเปิดแผ่นพาสติกขุ่นที่แปะหน้านัตโตะขึ้น จะเป็นเช่นนี้
ด้านบนดูเหมือนปกติ แต่เห็นอะไรแปลกๆ เยื่อขาวๆ เขียวๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้
เมื่อพลิกด้านล่างขึ้นมา ก็ปรากฏโฉมเยี่ยงนี้...

อารายงะ...งะ...งะ....
zoom ให้ดูอีกมุม








เราซื้อมาในเย็นวันหนึ่งของเดือนมีนา แล้วก็หิ้วกลับบ้านภายในเวลาไม่เกินสามชั่วโมง เมื่อมาถึงบ้านก็จับใส่ตู้เย็นตามปกติเช่นเดียวกับนัตโตะทุกกล่องที่เคยซื้อมา (บางกล่องซื้อมาไม่ได้เอาเข้าตู้เป็นวันๆ ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ) ส่วนนัตโตะแพ็คนี้ กล่องบนสุดที่เราหยิบมากินก่อนเป็นกล่องแรก ก็ดูจะปกติดี จนมาถึงกล่อง 2 และ 3 นี่แหละ ที่เกิดปรากฏการณ์สยองนี้ขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จะว่าเป็นเพราะตู้เย็นที่บ้านเรามีอะไรก็ไ่ม่น่าใช่ เพราะกล่องอื่นก็ไม่เคยขึ้นแบบนี้ อาหารอื่นที่แช่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ทีแรกว่าจะถามไปทางซุปเปอร์ฯ พารากอน แต่ก็ลืมเพราะมัวทำอย่างอื่นอยู่
สรุปว่าแจ๊คพอตแล้วกัน แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ เราก็ไม่กล้าไปซื้อนัตโตะที่พารากรอีก 
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็เคยซื้อที่นี่หลายหนและไม่เคยมีปัญหา
เอามาให้ดูเล่นๆ เผื่อใครไม่เคยเห็นนัตโตะเน่า (เรากินมาตั้งนานก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน)
posted on 16 Jun 2009 15:50 by sofitticraze in Shopping
เดือนก่อน ฝนตกอย่างสม่ำเสมอ คาปูชินมีโครงการถอยรองเท้าหนีน้ำ Water Grip ของ Adidas ฤกษ์งามยามดี จึงพากันไปดุ่มๆ ดูรองเท้าที่เอสพละนาด พอดีมีเซลเล็กน้อยด้วย ต้องถอยให้ได้สักคู่
ต่อไปนี้เป็นการลอง 3 คู่ 3 สไตล์ ที่คล้ายๆ กัน

Adidas Jawpaw Water มีแผ่นรองใต้เท้า

Adidas Water Grip ไม่มีแผ่นรอง เปิดรูโล่งระบายอากาศ
Reebok อะไรซักอย่าง
สรุป คาปูชินเลือกคู่กลางมา รุ่นเก่า เปิดโล่งสบาย ฝนมา เท้ารับน้ำเต็มๆ เพราะพื้นรองเท้าเป็นรูๆ แต่กลับบ้านเอาน้ำล้างๆ รองเท้า วางทิ้งไว้ แป๊บเดียวแห้ง ได้อย่างเสียอย่าง 55+
posted on 16 Jun 2009 15:38 by sofitticraze in Food
เย็นวันหนึ่ง นั่งหิวโซอยู่ในออฟฟิศ จะออกไปซื้อของกินหน้าตึกก็ขี้เกียจ ลงไปเซเว่นดีกว่า เห็นเจ้าแซนวิชกระเป๋า ไส้สลัดไข่ เล็งมานานแล้ว ราคาก็ไม่แพง สอยมันลงมาซะ (ดูรูปที่บล็อกคุณ โก๋สิจ๊ะ)
แกะห่อออกมา เปิดดูไส้...
เทียบกับรูปบนฉลาก...



posted on 08 Jun 2009 14:42 by sofitticraze in Shopping
เป็นนายหน้าสั่งของอีเบย์ให้เดอะแก๊งที่ออฟฟิศมานาน ขอเอาของที่เขาสั่งมาอวดบ้าง อิอิ
อันนี้เป็นกรอบแ่ว่นใส ทรงเวย์ฟาเรอร์สุดฮิต แต่กรอบเป็นพลาสติกลายไม้ ดูเก๋ไก๋ ลูกพี่เขาไปซื้อที่ฮ่องกงมาแล้วติดใจ เลยสั่งเพิ่ม (ที่จริงอันที่ซื้อมาทีแรกเล็กไปเลยยกให้เมียแล้วสั่งใหม่ไซส์ใหญ่ 55+) ตัวนี้ก็ส่งมาจากเมืองจีนเช่นกัน รวดเร็วทันใจ แถมกล่องใส่ให้ด้วย สนนราคารวมค่าส่งประมาณ 1,000 บาท เขาว่าราคาพอๆ กับที่โน่น ส่วนที่สยามขายอยู่สามพัน
นี่คือรูปในเว็บขาย
ส่วนนี่คือที่ได้มา ถ่ายกล้องมือถือโฟกัสไม่ได้ T^T
ใส่แล้วจะเป็นเช่นนี้
ขอบคุณนายแบบ ดาวอักษะ (ไม่ใช่เจ้าของแว่น) มา ณ ที่นี้
posted on 07 Jun 2009 23:27 by sofitticraze in Food
นั่งทำงานอยู่ดีๆ ดันเกิดอยากกิน Waffle House ซะงั้น เคยกินหรอก็เปล่า แต่มันน่ากินนี่นา มันฝรั่งของโปรดเลย แฮชบราวน์เขาหน้าตาอลังการและดูไม่เหมือนแฮชบราวน์ของ BK หรือ MAC แต่ให้อารมณ์แบบ "อาหารที่เป็นอาหาร" มากกว่า คือดูไม่ใช่แช่แข็งแล้วเอาลงตะแกรงทอดเสริฟอย่างเดียว แต่มีการผัดคลุกเคล้า โปะชีส เครื่อง ลูกค้าสามารถสั่งให้ทางร้านทำำในรูปแบบต่างๆ ตามที่ตนเองชอบได้ โดยมีโค้ดในการสั่งอันเป็นที่รู้กัน เช่น smothered (หัวหอม) covered (American Cheese) chunked (แฮม) diced (มะเขือเทศ) capped (เห็ด) peppered (พริก Jalapeno) topped (พริก) หรือเอาทุกอย่างก็ All The Way โลด ซึ่งโค้ดเหล่านี้กลายเป็นศัพท์ที่คุ้นเคยสำหรับอเมริกันชน ประมาณว่า as American as apple pie อะไรทำนองนั้ลลล
รูปจาก http://blondieandbrownie.blogspot.com/2009/02/valentines-day-at-waffle-house.html
เกริ่นมาซะยาว ไม่มีอะไรหรอก 55+ แค่ว่าความอยากกินแฮชบราวน์ในตอนนั้นทำให้เราต้องไปจัดการทำแฮชบราวน์มั่วซั่วกินเองจนได้ แต่ไม่ได้ทำตามสูตรที่เขาแกะเผยแพร่ในเน็ทกัน เพราะท่าทางวุ่นวายน่าดู ก็เลยทำแบบที่อยากกินง่ายๆ ไป ปกติเราชอบทำมันฝรั่งเส้นผัดสาเกอยู่แล้ว หน้าตาก็คล้ายๆ คือๆ กับเจ้าแฮชบราวน์นี่แหละเพียงแต่จะมีความหนึบของสาเกเคลือบอยู่ แฮชบราวน์วันนี้เราไม่ใส่สาเก แต่ยังปรุงสไตล์เดิม คือเกลือ พริกไทย เหยาะผงรสดีกับน้ำตาลอีกปลายนิ้วให้พอกลมกล่อม ส่วนชีส ไม่มีอเมริกันชีส ก็ใช้เชดดาร์แก้ขัดไปก่อน
แฮชบราวน์ สูตร ตูอยากกิน หน้าตาสู้เขาไม่ได้ แต่ก็พอแก้ขัดได้ แถมไข่คนด้วยให้ครบเซ็ต
ส่วนผสม : มันฝรั่งหั่นเป็นเส้นเล็กๆ , น้ำมันมะกอก , เกลือ , น้ำเปล่า , น้ำแข็ง , พริกไทยบด , ผงรสดี , น้ำตาล
วิธีทำ : นำมันฝรั่งที่เตรียมไว้ใส่กะละมัง เทน้ำเปล่าลงไปให้ท่วม ใส่เกลือ น้ำแข็ง คนให้ผสมกัน แช่ตู้เย็นสักสองชั่วโมง นำออกมา ล้างมันฝรั่งแล้วสะเด็ดน้ำ เตรียมนำลงกระทะ (ถ้ายังไม่ได้เตรียมกระทะก็นำมันฝรั่งกลับไปแช่ตู้เย็นไว้ก่อน รอให้พร้อมทอด) เทน้ำมันลงกระทะให้เคลือบทั่วผิวกระทะ พอน้ำมันร้อนก็เอามันฝรั่งลงไปทอด ใส่เกลือ พริกไทย ผงรสดี น้ำตาล คลุกให้เข้ากัน พอมันสุกกรอบ ใช้ตะหลิวแบนกดให้ติดกันเป็นแพ ทอดประมาณ 12-15 นาทีโดยระหว่างนี้ไม่ต้องพลิกกลับข้างมันฝรั่ง พอมันฝรั่งเป็นสีทอง พลิกด้านบนลงทอดต่ออีกสองสามนาที ตักขึ้นใส่จาน วางชีสโปะลงไป ชีสจะค่อยๆ ละลายเยิ้มเคลือบแฮชบราวน์ของเรา เวลากินก็จะมีความหวานของมันฝรั่ง เค็มเกลือ และมันจากชีส เพลิดเพลินจำเริญใจกับรสอุมามิยิ่งนัก